วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ความรุนแรงในผู้สูงอายุ


ความรุนแรงในผู้สูงอายุ
“ผู้สูงอายุ” กับการตกเป็นเหยื่อ “ความรุนแรง”
ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเด็กและสตรี  แต่ปัญหาแนวโน้มความรุนแรงในผู้สูงอายุก็จะมีจำนวนเพิ่มมาก  เห็นได้จากภาพข่าวทางโทรทัศน์และหน้าหนังสือพิมพ์ที่มีการเสนออย่างต่อเนื่อง
          ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุในรูปแบบต่างๆทั้งจากคนใกล้ชิดและคนในสังคม  ที่ดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นทุกวันนั้น 
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่สังคมต้องหันกลับมามองและหาทางออก  เพื่อป้องกันและช่วยแก้ปัญหาในเรื่องนี้อย่างจริงจังเสียที!!!
          รศ.ดร.จิราพร  เกศพิชญวัฒนา  คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าวถึงแนวทางในการจัดการปัญหาผู้สูงอายุที่ถูกกระทำรุนแรงในครอบครัว  ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) และสำนักงานกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่า จากการทบทวนการศึกษาวิจัยในประเทศไทย ปัจจุบันปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่เกิดจากคนในครอบครัว ซึ่งโดยมากเป็นการตกระทำด้านจิตใจและอารมณ์  ไม่ว่าจะเป็น  การใช้วาจา คำพูด การแสดงกิริยาท่าทางที่ไม่ให้ความเคารพ รังเกียจ  ไม่เห็นถึงคุณค่าของผู้สูงอายุ
           รองลงมาเป็นเรื่องการทอดทิ้งไม่ดูแล หรือไม่ให้การดุแลที่เหมาะสม  โดยปัญหาดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากการที่ผู้ดูแลเกิดความเครียด  เพราะมีจำนวนผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพาสูงขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายภาครัฐ และสังคม ในการจัดระบบรองรับเพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ที่ต้องการความช่วยเหลือในเรื่องการดูแลระยะยาว และหากไม่รีบดำเนินการแล้ว ปัญหาความรุนแรงต่อผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
             “ที่ผ่านมาสังคมไทยรับรู้เรื่องปัญหาการถูกกระทำความรุนแรงในกลุ่มเด็กและสตรีมากว่าความรุนแรงในผู้สูงอายุ  สาเหตุเพราะเป็นปัญหาที่ซ่อนเร้นและขาดการรายงานปัญหารวมทั้งบุคลากรเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องไม่ได้ตระหนักและให้ความสำคัญแก่การกระความรุนแรงในผู้สูงอายุและประชาชนส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้คิดว่ามีการกระทะรุนแรงเกหิดขึ้นกับผู้สูงอายุจริง เพราะคิดว่าสังคมไทยให้ความสำคัญกับความกตัญญูกตเวทีต่อผู้สูงอายุ ขณะที่ผู้สูงอายุเองก็ไม่กล้าบอกหรือเล่าให้ผู้อื่นฟังว่าตนเองถูกกระทำรุนแรง” รศ.รด.จิราพร กล่าวอย่างไรก็ตาม การที่คนในสังคมส่วนใหญ่เห็นว่าความรุนแรงในผู้สูงอายุยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่ จึงส่งผลให้การตระหนักในการให้ความช่วยเหลือผุสูงอายุในเรื่องนี้ยังมีข้อจำกัดอยู่ โดยนางพจนา   ธรรมรัตนพฤกษ์   ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนามาตรการ กลไก สำนักส่งเสริม และพิทักษ์ผู้สูงอายุ  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (คม.) กล่าวยอมรับว่า ปัจจุบันหน่วยงานที่ให้การสงเคราะห์ ช่วยเหลือแก่กลุ่มผู้สูงอายุที่ได้ก็รับการกรทำรุนแรงยังมีจำกัดอยู่และส่วนใหญ่จะเน้นให้การช่วยเหลือเด็กและสตรี
                สอดคล้องกับ นพ.พรเพชร  ปัญจปิยะกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักระบบบริการสุขภาพ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพกระทรวงสาธารณะสุข ระบุว่าการดำเนินการของศูนย์พึ่งได้หรือศูนย์ OSCC  ที่อยู่ตามโรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศรับจ้างให้ความช่วยเหลือเด็กและสตรีที่ได้รับความรุนแรงซึ่งก็ยอมรับว่าในปัจจุบันข้อมูลและการเน้นผู้สูงอายุ ที่เป็นผู้ได้รับผลจากความรุนแรงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและต้องเน้นให้ความช่วยเหลือในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นสำหรับในเรื่องของประเด็น ในเรื่องของกฎหมายที่คุ้มครองผู้สูงอายุที่ถูกกระทำความรุนแรงนั้น นางนงภรณ์  รุ่งเพชรวงศ์  ผู้อำนวยการกองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 นั้น ได้ครอบคลุมถึงการคุ้มครองกลุ่มผู้สูงอายุด้วย  แต่คดีความรุนแรงในกลุ่มผู้สูงอายุยังมีน้อยมากในปัจจุบัน  เมื่อเทียบกับคดีความที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเด็กและสตรี
          “ สาเหตุที่คดีความมีน้อยอาจเป็นเพราะผู้สูงอายุที่เป็นพ่อแม่ที่ชราไม่ต้องการแจ้งความดำเนินคดีกับลูก  ขณะเดียวกันก็เห็นด้วยกับการนำประเด็นความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ  ไปเพิ่มเติมในแผนปฏิบัติการการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพ  โดยกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัว ให้เน้นหรือให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้สูงอายุด้วย”
          อย่างไรก็ตาม จากความรุนแรงในผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นนั้น  ดร.มล.สมจินดา ชมพูนุช  จากวิทยาลัยพยาบาล  สภากาชาดไทย มองว่า การประเมิน  ค้นหาผู้สูงอายุที่ถูกกระทำรุนแรงเป็นเรื่องสำคัญ  ซึ่งข้อมูลที่ได้จะมาจากการพูดคุย  เยี่ยมผู้สูงอายุและครอบครัวในชุมชน  เพื่อได้ข้อมูลให้ ได้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์    การสังเกต  รวมทั้งการระแวดระวังของบุคลากรทางการแพทย์ที่พบผู้สูงอายุ  ที่มารับการตรวจรักษาที่ห้องฉุกเฉินหรือห้องตรวจผู้ป่วยนอก  ซึ่งข้อมูลจากการซักประวัติหรือลักษณะท่าทางที่อาจมีผลหรือทำให้มีข้อสงสัยว่าผู้สูงอายุมีปัญหาถูกกระทำรุนแรงมา เช่น ให้ข้อมูลประวัติที่ไม่ชัดเจน มีรอยฟกช้ำดำเขียว  ร่องรอยของการถูกทำร้ายร่างกายอาการหวาดกลัว  การไม่ยอมให้ข้อมูล  หรือสภาพทางกายที่แสดงถึงการขาดการดูแล ฯลฯ
          ทั้งนี้ในปัจจุบันสังคมไทยเดินเข้าสูง “ สังคมผู้สูงอายุ” อย่างเต็มตัว  ทำให้ในอนาคตประชากรผู้สูงอายุ  ก็จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในสังคม  ปัญหาความรุนแรงในผู้สูงอายุก็ต้องเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน
          จึงเป็นเรื่องที่ภาครัฐ  ครอบครัว รวมถึงทุกคนในสังคมจะปล่อยเฉย หรือไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ไม่ได้อีกต่อไป    

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น