ความรุนแรงในผู้สูงอายุ
“ผู้สูงอายุ” กับการตกเป็นเหยื่อ “ความรุนแรง”
ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเด็กและสตรี แต่ปัญหาแนวโน้มความรุนแรงในผู้สูงอายุก็จะมีจำนวนเพิ่มมาก เห็นได้จากภาพข่าวทางโทรทัศน์และหน้าหนังสือพิมพ์ที่มีการเสนออย่างต่อเนื่อง
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุในรูปแบบต่างๆทั้งจากคนใกล้ชิดและคนในสังคม ที่ดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นทุกวันนั้น
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่สังคมต้องหันกลับมามองและหาทางออก เพื่อป้องกันและช่วยแก้ปัญหาในเรื่องนี้อย่างจริงจังเสียที!!!
รศ.ดร.จิราพร เกศพิชญวัฒนา คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงแนวทางในการจัดการปัญหาผู้สูงอายุที่ถูกกระทำรุนแรงในครอบครัว ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) และสำนักงานกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่า จากการทบทวนการศึกษาวิจัยในประเทศไทย ปัจจุบันปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่เกิดจากคนในครอบครัว ซึ่งโดยมากเป็นการตกระทำด้านจิตใจและอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็น การใช้วาจา คำพูด การแสดงกิริยาท่าทางที่ไม่ให้ความเคารพ รังเกียจ ไม่เห็นถึงคุณค่าของผู้สูงอายุ
รองลงมาเป็นเรื่องการทอดทิ้งไม่ดูแล หรือไม่ให้การดุแลที่เหมาะสม โดยปัญหาดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากการที่ผู้ดูแลเกิดความเครียด เพราะมีจำนวนผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพาสูงขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายภาครัฐ และสังคม ในการจัดระบบรองรับเพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ที่ต้องการความช่วยเหลือในเรื่องการดูแลระยะยาว และหากไม่รีบดำเนินการแล้ว ปัญหาความรุนแรงต่อผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
สอดคล้องกับ นพ.พรเพชร ปัญจปิยะกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักระบบบริการสุขภาพ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพกระทรวงสาธารณะสุข ระบุว่าการดำเนินการของศูนย์พึ่งได้หรือศูนย์ OSCC ที่อยู่ตามโรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศรับจ้างให้ความช่วยเหลือเด็กและสตรีที่ได้รับความรุนแรงซึ่งก็ยอมรับว่าในปัจจุบันข้อมูลและการเน้นผู้สูงอายุ ที่เป็นผู้ได้รับผลจากความรุนแรงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและต้องเน้นให้ความช่วยเหลือในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นสำหรับในเรื่องของประเด็น ในเรื่องของกฎหมายที่คุ้มครองผู้สูงอายุที่ถูกกระทำความรุนแรงนั้น นางนงภรณ์ รุ่งเพชรวงศ์ ผู้อำนวยการกองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 นั้น ได้ครอบคลุมถึงการคุ้มครองกลุ่มผู้สูงอายุด้วย แต่คดีความรุนแรงในกลุ่มผู้สูงอายุยังมีน้อยมากในปัจจุบัน เมื่อเทียบกับคดีความที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเด็กและสตรี
“ สาเหตุที่คดีความมีน้อยอาจเป็นเพราะผู้สูงอายุที่เป็นพ่อแม่ที่ชราไม่ต้องการแจ้งความดำเนินคดีกับลูก ขณะเดียวกันก็เห็นด้วยกับการนำประเด็นความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ ไปเพิ่มเติมในแผนปฏิบัติการการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพ โดยกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัว ให้เน้นหรือให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้สูงอายุด้วย”
อย่างไรก็ตาม จากความรุนแรงในผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นนั้น ดร.มล.สมจินดา ชมพูนุช จากวิทยาลัยพยาบาล สภากาชาดไทย มองว่า การประเมิน ค้นหาผู้สูงอายุที่ถูกกระทำรุนแรงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งข้อมูลที่ได้จะมาจากการพูดคุย เยี่ยมผู้สูงอายุและครอบครัวในชุมชน เพื่อได้ข้อมูลให้ ได้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ การสังเกต รวมทั้งการระแวดระวังของบุคลากรทางการแพทย์ที่พบผู้สูงอายุ ที่มารับการตรวจรักษาที่ห้องฉุกเฉินหรือห้องตรวจผู้ป่วยนอก ซึ่งข้อมูลจากการซักประวัติหรือลักษณะท่าทางที่อาจมีผลหรือทำให้มีข้อสงสัยว่าผู้สูงอายุมีปัญหาถูกกระทำรุนแรงมา เช่น ให้ข้อมูลประวัติที่ไม่ชัดเจน มีรอยฟกช้ำดำเขียว ร่องรอยของการถูกทำร้ายร่างกายอาการหวาดกลัว การไม่ยอมให้ข้อมูล หรือสภาพทางกายที่แสดงถึงการขาดการดูแล ฯลฯ
ทั้งนี้ในปัจจุบันสังคมไทยเดินเข้าสูง “ สังคมผู้สูงอายุ” อย่างเต็มตัว ทำให้ในอนาคตประชากรผู้สูงอายุ ก็จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในสังคม ปัญหาความรุนแรงในผู้สูงอายุก็ต้องเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน
จึงเป็นเรื่องที่ภาครัฐ ครอบครัว รวมถึงทุกคนในสังคมจะปล่อยเฉย หรือไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ไม่ได้อีกต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น